ตื่น-ตระหนัก

ความรู้อยู่ทุกที่ ในทุกอย่าง กับทุกคน — ความเชื่อนี้ได้รับการตอกย้ำลึกซึ้งขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อฉันเดินทางไปกับชีวิต เปิดใจรับฟังเรื่องราวจากผู้คนหลากหลาย

ล่าสุด ในเวทีแลกเปลี่ยนและยกระดับประสบการณ์การเคลื่อนไหวท้องถิ่นจัดการตนเอง ภาคเหนือตอนบน มีกิจกรรมแบบฝึกหัด “เส้นแห่งกาลเวลา”  (timeline) อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ วิทยากรกระบวนการนำให้ทุกคนทบทวนเส้นทางชีวิตของตัวเอง ในการทำงานเคลื่อนไหวเพื่อสังคม จุดเริ่มต้นอยู่ตรงไหน ความเคลื่อนไหวเป็นอย่างไร สภาพปัญหาที่เราพยายามจะแก้ไขเป็นอย่างไร เราใช้ความสามารถอะไรในการจัดการกับปัญหา ….

“พอเรามีพื้นที่ปฏิบัติการจริง เราได้ใช้ทฤษฏีความรู้ที่เรียนมา ในการทำงานปฏิบัติ ศักยภาพของเราก็ขยับขึ้น” สุภาพสิริ บรรสพ ประชาสังคมเมืองน่าน

“พอเรามีพื้นที่ปฏิบัติการจริง เราได้ใช้ทฤษฏีความรู้ที่เรียนมา ในการทำงานปฏิบัติ ศักยภาพของเราก็ขยับขึ้น” สุภาพสิริ บรรสพ ประชาสังคมเมืองน่าน

การทบทวนเส้นแห่งกาลเวลาทำให้หลายคน “ตื่น-ตระหนัก” กับชีวิตของตนเอง อย่างที่นักพัฒนาคนหนึ่งจากแม่ฮ่องสอนเล่าว่า

“ผมทบทวนถึงปีที่ทำงาน ผมไม่เห็นตัวผมอยู่ตรางนั้น เพราะเราไม่ได้เอาตัวเองไปทำ ผมเพิ่งเห็นตัวเองตอนปี 2554 นี่เอง เมื่อก่อน เราไปทำงานเพื่อแลกค่าตอบแทน ผมร่วมทำงานกับพี่น้องภาคเหนือ เป็นเครือข่ายและพื้นที่กว้างขวาง ถามว่า ความสามารถของผมอยู่ตรงไหน มันไม่มีเลย ได้แต่ทำงานตอบสนองโครงการ  แต่มันไม่ใช่เป้าหมายที่ตอบสนองหัวใจเรา

“ตอนปี 2554 ผมเริ่มทำกิจกรรมกับชุมชนเล็กๆ ไม่กี่หลังคาเรือน โดยมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมทางเลือกทางการเกษตรที่บ้านนิมิตใหม่ ณ ตอนนั้น ผมใช้ใจเป็นตัวหลัก ใช้เครื่องมือจาก สกว. บ้าง คุณหมอประเวศ บ้าง

“ผมเห็นชัดว่า หากเราทำอะไรที่ชัด และจุดมุ่งหมายนั้นหล่อเลี้ยงจิตวิญญานเรา เราจะมีพลังที่จะทำกับมัน และเราก็มีตัวตน หากทำโดยไม่ได้กำหนดอนาคตตัวเอง มันจะขาดพลัง  ผมเพิ่งรู้สึกวันนี้จริงๆ”

สุภาพสิริ บรรสพ ประชาสังคมเมืองน่าน นักพัฒนาสังคมอีกท่านร่วมบอกเล่าข้อคิดจากแบบฝึกหัด “พี่เห็นเป้าหมายและหัวใจของตัวเองชัดขึ้น จากแบบฝึกหัดเส้นแห่งกาลเวลา พี่ได้เห็นว่า ตลอด 28 ปีที่ทำงานเพื่อสังคม มี 2 เรื่องที่พี่ทำมาตลอด คือ การจัดการน้ำ และคอร์รัปชั่น”

“อีกสิ่งที่น่าสนใจนะ พี่พบว่า ความสามารถของพี่ยังอยู่ห่างจากปัญหามาก” พี่สาวจากต้นน้ำน่านประเมินตนเองอย่างตรงไปตรงมา “พี่ได้เรียนรู้จากอาจารย์ชัยวัฒน์มาก แต่ความสามารถดูจะไม่ขยับเลย เพิ่งมาเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่แหละ ที่พี่รู้สึกว่าความสามารถของเราขยับขึ้น” เธอมองดูเส้นกราฟชีวิตและงาน

“อะไรทำให้ความสามารถของพี่ขยับขึ้นล่ะคะ” ฉันสืบค้นต่อ

พี่สาวนิ่งคิดไปสักครู่ก่อนตอบว่า “พอเรามีพื้นที่ปฏิบัติการจริง เราได้ใช้ทฤษฏีความรู้ที่เรียนมา ในการทำงานปฏิบัติ ศักยภาพของเราก็ขยับขึ้น”

“อ้า! เข้าใจล่ะ” ฉันอุทานขึ้นในใจ

นี่หรือไม่ คือ หัวใจแห่งการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพ — การลงมือทำ ปฏิบัติ ฉันยิ้มและร้องตะโกนในใจด้วยความสุข

ฉันนึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพุทธวิถีแห่งการเรียนรู้ ที่เน้น ปริยัติ คือ ศึกษาจากการอ่าน การฟัง ให้เข้าใจ แล้วนำลงสู่ การปฏิบัติ แล้วค่อยสรุปผลถอดบทเรียนเป็นความรู้ เรียก ปฏิเวธ แล้ววนกลับไปสู่ปริยัติ-ปฏิบัติ-ปฏิเวธ อย่างนี้เรื่อยไป

ในระบบการศึกษาปัจจุบัน เราดูจะเน้นตำรา การอ่าน คิดวิเคราะห์ ท่องจำ แต่สิ่งที่ยังอ่อน คือ การปฏิบัติ นำเอาสิ่งที่เรียน รู้ ท่องจำ คิดวิเคราะห์นั้น ลงสู่ภาคการปฏิบัติในรูปแบบต่าง ๆ

วิธีการเรียนแบบอุตสาหกรรม ที่เอาแผนกการเรียนเป็นศาสตร์ คณะ เป็นการเรียนที่สอดคล้องกับธรรมชาติไหม ใช้ได้กับปัญหาความท้าทายในสังคมและโลกหรือเปล่า?

จะเป็นอย่างไร หากเราเอาปัญหา ความท้าทายที่เผชิญเป็นที่ตั้ง หรือความปรารถนาที่อยากเห็นเป็นจริงเป็นที่ตัววิชา แล้วให้ผู้เรียน ศึกษา วิจัย และลองปฏิบัติการ เพื่อรับมือกับปัญหา สร้างสรรค์ทางออก และทำสิ่งที่ปรารถนาให้เป็นจริง

นี่เป็นคำถามที่ต้องครุ่นคิด และทดลองปฏิบัติต่อไป

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s