ชุมชนนักปฏิบัติการเพื่อสังคม Community and network of practice

ในเวทีอบรมเสริมศักยภาพ (ทางการเมืองภาคประชาชน) เราจะได้ยินเสียงบอกเล่าความปีติใจ ความรู้สึกฮึกเหิม พร้อมกลับไปทำงานเพื่อแก้ปัญหาสังคม อาทิ “รู้สึกมีพลัง ได้กำลังใจในการทำงานหนัก ๆ เรื่องยาก ๆ รู้สึกมีเพื่อนร่วมทาง ได้เพื่อนและรู้จักคนในเครือข่ายต่างๆ รับรู้ความคิดใหม่ ๆ ได้กระบวนการ วิธีการที่จะเป็นประโยชน์ในการทำงานต่อไป”

เหมือนพลุแตกบนท้องฟ้าคืนเดือนมืด ช่วงเวลาเรียนรู้ในเวทีเสริมศักยภาพ กระบวนการสนทนา บรรยากาศ และผู้คนดูหมือนจะมีพลังดึงดูด และเหนี่ยวนำซึ่งกันและกัน ทำให้หัวใจชื่นบาน

น่าเสียดายว่า ความรู้สึกที่เกิดขึ้นสว่างวาบชั่วครู่ แล้วก็วูบหาย กลืนกลับเข้าไปในจังหวะชีวิตจำเจ  (mundane) นื่จึงเป็นความท้าทายสำคัญของนักทำงานเพื่อสังคม — เราจะรักษาพลัง ความต่อเนื่องในการเรียนรู้ได้อย่างไร

ฉันนึกเทียบเคียงกับประสบการณ์แสนวิเศษอื่น ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในคอร์สปฏิบัติภาวนา

ฉันเคยเข้าร่วมการปฏิบัติภาวนาในคอร์สของหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ สิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นจุดเด่นและจุดขาย (trademark) ในคอร์สการอบรมของท่าน คือ สังฆะ Community of practice

ในการอบรมไม่ว่าจะระยะสั้นหรือยาว กระบวนการที่ทุกคนจะได้เรียนรู้เป็นลำดับ เริ่มจากการอยู่กับตัวเอง รู้ตัวมีสติตามลมหายใจ สติรู้ตัวในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน นับแต่ เดิน กิน ล้างจาน ทำงาน เป็นต้น จากการมีสติรู้อยู่กับตัวเอง ลำดับต่อไปก็เป็นการมีสติรู้ตัวเมื่ออยู่และสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งจะเป็นเรื่องการฟังอย่างลึกซึ้ง และการพูดด้วยหัวใจรักและกรุณา — ซึ่งทั้งหมดนี้ท่านยังได้รวมการมีสติรู้ตัวในข่ายใยความสัมพันธ์กับสรรพชีวิตด้วย ธรรมชาติ สัตว์ต่าง ๆ ด้วย

เมื่อคนเริ่ม”ชิน” และ “อิน” กับแนวทางการปฏิบัติ และได้ลิ้มชิมรสแห่งสันติในเรือนใจ อันเป็นผลจากการปฏิบัติแล้ว ก่อนสิ้นสุดการอบรม หลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ ย้ำให้เราเห็นความหมายและความสำคัญของการรักษาความสุขภายในและพลังแห่งสติ ด้วยพลังและการเกื้อกูลจากกัลยาณมิตร หรือ สังฆะ หรือชุมชนคนปฏิบัติที่มีความมุ่งหมาย เป้าหมาย กระบวนการ และวิธีการเดียวกัน

ก่อนที่เราจะแยกย้ายกันไปตามวิถีของแต่ละคน เรารวมตัวกันในหมู่ผู้ที่พอรู้จักและเห็นประโยชน์ของสิ่งนี้ และคุยกันว่า เราอยากจะรักษาพลังจากการปฏิบัติหรือไม่ และจะทำกันอย่างไร เพื่อบำรุงหล่อเลี้ยงการปฏิบัติ ความเข้าใจธรรมะ วิถีแห่งสติในชีวิตประจำวันได้

ผู้คนจำนวนหนึ่งนัดหมายกันว่าจะมาปฏิบัติร่วมกัน เดือนละครั้ง จะเอาวันไหน ที่ไหนกันดี และในแต่ละครั้ง จะทำอะไรกันบ้าง ซึ่งเราก็ได้โครงร่างกิจกรรมในการมาร่วมกันปฏิบัติกันระดับหนึ่ง คือ การพิจารณาศีล พิจารณาอาหาร และรับประทานอาหารร่วมกัน สนทนาธรรม (ก็คือการพูดคุยกันฟังและแลกเปลี่ยนกันอย่างลึกซึ้ง)

การวางระบบ โครงสร้างที่เอื้อให้นักปฏิบัติมารวมตัวกันอย่างสม่ำเสมอ ทบทวนเป้าหมาย ความหมายของชีวิตและการทำงานช่วยประคับประคองหัวใจและพลังของทุกคน รวมไปถึงเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้กันในทางปฏิบัติอีกด้วย เป็น learning and practicing community

ห้วงเวลาที่พบปะกันเดือนละครั้ง หรือ สองเดือนครั้งเป็นห้วงจังหวะที่ค่อนข้างเหมาะสม เพราะจากประสบการณ์ในการเข้าร่วมการอบรมและคอร์สภาวนาที่ผ่าน ๆ มา จะสังเกตว่า กราฟพลังความเบิกบาน และแรงฮึกเหิมในการทำงานที่เกิดขึ้นระหว่างการอบรม จะเริ่มตกเมื่อเวลาผ่านไปสัก 3 -6 อาทิตย์ (ขึ้นกับแต่ละบุคคล และสภาพแวดล้อมในชีวิต) นั่นหมายความว่า ชุมชนนักปฏิบัติต้องมีระบบในการ “ช้อนพลัง” ให้กลับขึ้นมาใหม่

ย้อนมามองนักปฏิบัติการทางสังคม เรามีชุมชนคนทำงานเพื่อสังคมหรือไม่? ชุมชนนักปฏิบัติการทางสังคมหล่อเลี้ยงความปีติใจของนักทำงานเพื่อสังคมอย่างไร เราจะใช้กระบวนการใด กิจกรรมอะไร ทั้งในโลกความเป็นจริง และโลกเสมือนจริง (ออนไลน์) เพื่อประคับประคองพลังใจและการเรียนรู้ในหมู่นักปฏิบัติการทางสังคม

ฉันยังคงเดินแสวงหาคำตอบ … จากการลงมือทดลองปฏิบัติ

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s