ปฏิบัติการสร้างฝันให้เป็นจริง (Project of Hope) หัวใจของสภาประชาชน : สนามพลังความเป็นมนุษย์

สภาประชาชนเป็นนวัตกรรมของสังคมมนุษย์ เพื่อเรียนรู้การดำรงอยู่ร่วมกันอย่างมีความหมาย สร้างสรรค์ และเกื้อกูลร่วมทุกข์และสุขกัน

ในเวลานี้ หลายคนงุนงง สับสน คิดนึกไปต่าง ๆ ว่า “สภาประชาชน” “สมัชชาประชาชน” ว่าเป็นอย่างไร ทำอย่างไร … ก่อนที่ความสงสัยจะพาเราเตลิดไปไกล ขอลองดึงความคิดมาที่คำถามพื้นฐานว่า สภาคืออะไร ความเป็นสภาหมายถึงสิ่งใด อะไรคือผลผลิตหรือดอกผลของสภา

ในฐานะนักบันทึกความรู้ทั้งภาคทฤษฏี และภาคปฏิบัติในเวทีฝึกอบรม และถอดบทเรียน ข้าพเจ้านึกถึงครั้งที่ร่วมสังเกตการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อการพัฒนากลไกสมัชชาสุขภาพ ที่จังหวัดพิษณุโลก คราวนั้น วิทยากร คือ อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ โยนคำถามที่เราคิดว่า รู้เป็นอย่างดีแล้ว กลับมาให้เราถามตัวเอง สมัชชาคืออะไร

“การประชุมไม่ใช่กิจของสมัชชา แต่การประชุม คือ สมัชชา ซึ่งมาจากคำภาษาอังกฤษว่า Assembly หมายถึง การรวมตัว การประชุมกันของผู้คน” อาจารย์ชัยวัฒน์กล่าว

ไม่มีอารยธรรมใดเลย ที่ก่อกำเนิดขึ้นโดยปราศจาก “สภา” หรือ “สมัชชา” พื้นที่ที่ผู้คนมานั่งล้อมวง สนทนากันในเรื่องที่เกี่ยวโยงกับทุกคน ร่วมกันแก้ไขปัญหา วางกฏกติกา แบ่งหน้าที่และจัดสรรประโยชน์ทรัพยากรที่มีร่วมกัน ฯลฯ

แม้ในยุคทันสมัยอันซับซ้อนเช่นเวลานี้ ความเป็นสภาแบบที่มีมาแต่อดีตกาลก็ยังมีอยู่ และทวีความหมายและความสำคัญขึ้น เนื่องจากความท้าทายปัญหาต่าง ๆ เรียกร้องให้เราหันหน้ามาคุย และลงแรง ลงมือปฏิบัติแก้ปัญหาร่วมกัน เหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นตัวอย่างที่ย้ำบอกเราว่า วัฒนธรรมสภา และ “ลงแขก” เป็นธรรมชาติของสังคมมนุษย์

นักวิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์ใหม่ชี้ว่า ธรรมชาติของมนุษย์ (และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม) คือ ความเห็นอกเห็นใจ การอยู่รวมกัน การช่วยเหลือดูแลกันและกัน และการโหวตในการทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมด้วยกัน

ฉะนั้นแล้ว สภาประชาชนที่พูดถึงกันอยู่ในเวลานี้จึงไม่ใช่ข้อเรียกร้องทางการเมือง แต่เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวดทางสังคม

สภาไม่ใช่อาคารสิ่งก่อสร้าง หรือกลุ่มคนที่มาอยู่รวมกัน แล้วแปะป้ายว่า “สภา” แต่ สภา คือ สนามพลังแห่งความสัมพันธ์และการสนทนาของคนที่มารวมตัวกัน ซึ่งดอกผลของการดำรงอยู่ร่วมกัน และการสนทนานั้น เป็น ปัญญาร่วม ความเจริญงอกงาม และความสุขสมบูรณ์ร่วมกัน

เราไม่ต้องแหงนมองเฉพาะสภาที่เป็นทางการ อย่างรัฐสภา แต่เราก่อร่างตั้งสภาประชาชนได้ในทุกเรื่อง ทุกประเด็น ทุกพื้นที่ ทุกเพศ ทุกวัย

ปัจจุบัน เรามีความเป็นสภาอย่างนี้อยู่แล้ว กระจายทั่วแผ่นดิน แต่ยังไม่พอ ทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ โดยเฉพาะในแง่คุณภาพ สำหรับสภาภาคพลเมืองที่มีอยู่แล้ว เราจำเป็นต้องยกระดับคุณภาพ และความเชื่อมโยงระหว่างกัน เพื่อสร้างผลสะเทือนเชิงลึกและยั่งยืน

ที่สำคัญ การดำเนินการสภาประชาชน ไม่ว่าระดับใด จำต้องคำนึงถึงหัวใจของความเป็นสภา 2 เรื่องหลัก ๆ คือ การประชุมและสนทนาที่มีคุณภาพและความหมาย และการดำรงอยู่ร่วมกันเป็นทีม (collectivity) ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้จะเกี่ยวพันกับเรื่องภาวะผู้นำในตน การฝึกฝนสภาวะจิต และการเปลี่ยนกระบวนทัศน์กันเลยทีเดียว

(ตอนต่อไปจะได้แลกเปลี่ยนเรื่อง การประชุมและสนทนาที่มีคุณภาพและความหมาย)

Advertisements

ปฏิบัติการสร้างฝันให้เป็นจริง (Project of Hope) สภาประชาชน : รากแก้วประชาธิปไตย

ปัจจุบัน แนวคิด สภาประชาชนเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน โดยเฉพาะที่มาของผู้ที่จะมาทำหน้าที่ในสภา สภาในลักษณะนี้สำคัญก็จริง แต่เราก็ไม่ควรลืมลักษณะของสภาประชาชนอีกแบบหนึ่ง — organic people’s assembly — ซึ่งอาจสำคัญและยั่งยืนมากกว่า สภาประชาชน ที่มีการเสนอว่า จะมีจำนวน 400 คน ด้วยซ้ำ

“คำว่าประชาธิปไตยนั้น มักจะเข้าใจความหมายกันผิดๆ ประชาธิปไตยแปลว่า ประชาชนเป็นใหญ่ ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ปกครองโดยประชาชน และเพื่อประชาชน ประชาธิปไตยที่เราเห็นอยู่นี้ส่วนใหญ่ก็โดยประชาชน แต่ขาดหลักการ เพื่อประชาชน เพราะพวกชนะเลือกตั้ง มักละทิ้งหลักการเพื่อประชาชนไปเสีย กลายเป็นเพื่อตนเองและเพื่อนพ้องไปฉิบ” คำกล่าวของรัฐบุรุษ ปรีดี พนมยงค์

————————————

ระหว่างคำว่า “สภาผู้แทน” กับ “สภาประชาชน” คนตัวเล็ก ๆ อย่างข้าพเจ้ารู้สึกหัวใจพองโตกับคำว่า “สภาประชาชน” มากกว่า เพราะทำให้รู้สึกว่า เรามีส่วนร่วมในการกำหนดชีวิตและอนาคตของบ้านเมืองโดยตรง

ที่ผ่านมา สภาผู้แทนไม่ได้ทำหน้าที่ส่งเสียงของเรา ไม่ได้ทำหน้าที่ที่จะเอื้อประโยชน์กับส่วนรวม ซ้ำร้าย ผู้ที่อ้างว่าเป็นตัวแทนเรา กลับกดขี่ข่มเหงเรา ทำตัวเหนือเราผู้ที่เลือกพวกเขาเข้าไปทำหน้าที่ ดังนั้น สำหรับผู้ที่ไม่ปรารถนาให้ชนชั้นนำ หรือมีผู้อื่นคิดแทนประชาชน แนวคิดเรื่อง “สภาประชาชน” จึงเป็นโอกาสให้ประชาชนได้แผลงฤทธิ์ทางความคิด และการกระทำ โดยมีรัฐ ระบบราชการ ทั้งในระดับท้องถิ่น และประเทศ คอยเอื้ออำนวยให้ประชาชนได้ทำสิ่งที่หวังให้เป็นจริง  

ข้าพเจ้าเชื่ออย่างเต็มหัวใจในพลังและศักยภาพของประชาชน และประชาธิปไตยทางตรง แต่ก็มีอีกหลายคำถามที่เราต้องเดินทางหาคำตอบไปด้วยกัน อาทิ สภาประชาชนเป็นอย่างไร กระบวนการทำงานของสภาเป็นอย่างไร บทบาทหน้าที่ควรเป็นอย่างไร เราจะเข้าร่วมในสภาประชาชนได้อย่างไร ใครคือผู้ที่จะอยู่ในสภาประชาชน ฯลฯ

ก่อนจะเดินไปข้างหน้า ซึ่งยังดูอึมครึม ข้าพเจ้าคิดว่า สมควรที่เราจะเหลียวไปข้างหลัง แล้วถามตัวเองว่า สภาประชาชนเป็นสิ่งใหม่ในสังคมไทยหรือ

หากนับเอาเพียงประวัติศาสตร์ร่วมสมัยแค่ในช่วง 10-30 ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นการรวมตัวของคนกลุ่มต่าง ๆ ในพื้นที่เดียวกัน หรือผู้ที่สนใจประเด็นปัญหาเดียวกัน เราเห็นกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ประชาสังคมต่าง ๆ กลุ่มเยาวชน สหกรณ์ เครือข่ายโฉนดชุมชน สภาพลเมือง เครือข่ายประมงพื้นบ้าน สมัชชาสุขภาพ สมัชชาปฏิรูป ฯลฯ กลุ่มคน (พลเมือง) เหล่านี้รวมตัวกัน สนทนากัน นำเสนอกฏหมาย แนวทางปรับโครงสร้าง ระบบต่าง ๆ ในสังคม เพื่อเปิดทางสู่การปฏิรูปสังคมในประเด็นต่าง ๆ และสร้างสรรค์ทางใหม่ที่ดีในบ้านเมือง ผลของสมาคมภาคพลเมืองต่าง ๆ เหล่านี้นำความเปลี่ยนแปลงได้ในระดับต่าง ๆ กัน มากบ้าง น้อยบ้าง

อ. ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ผู้ที่คลุกคลีกับภาคประชาสังคมมากว่าสามทศวรรษ กล่าวว่า “บทเรียนของสมัชชาต่างๆ ทั้งระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับชาติ แสดงเห็นชัดเจนว่า ประชาชนมีความสามารถ มีข้อมูล และความรู้ อีกทั้งเข้าใจปัญหาของพื้นที่และปัญหาของตนเองเป็นอย่างดี เมื่อใดที่ประชาชนได้มีโอกาสประชุมร่วมกันด้วยกระบวนการสร้างสรรค์ ประชาชนก็สามารถกำหนดยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหา และมีแผนปฏิบัติการไปทำได้อย่างจริงจัง

ตัวอย่างรูปธรรมของสมัชชาประชาชนที่ผ่านมาแล้ว เช่น สมัชชาสุขภาพระดับจังหวัดและระดับภาค สมัชชาคุณธรรมอันเป็นสมัชชาระดับชาติ สมัชชาประชาชนประชาธิปัตย์ที่มีผู้เข้าร่วม 3,000 คนเมื่อเดือนตุลาคม 2548 และสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยที่ขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2553 จนถึงวันนี้ ล้วนเป็นประจักษ์พยานของการได้ทดลองประชาธิปไตยแบบวิจารณญาณของประชาชนมาแล้ว เราจึงเชื่อมั่นได้ว่า จากบทเรียนดังกล่าว ถ้าได้มีการสนับสนุนอย่างจริงจัง เราก็จะทำให้เป็นประชาธิปไตยของประชาชนทุกระดับจนเต็มแผ่นดิน เป็นดอกไม้ประชาธิปไตยอันงดงาม บานสะพรั่งทั่วแผ่นดินไทย”

อาจารย์ชัยวัฒน์มักยกตัวอย่าง กลุ่มที่เรียกว่า study circles ในประเทศสวีเดน เป็นการรวมตัวกันของผู้ที่มีความสนใจเหมือนกัน รวมตัวกัน สนทนากันอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการศึกษา ทรัพยากรธรรมชาติ งานอดิเรก ศิลปะ จิปาถะ ไม่ว่าจะประเด็นอะไร หัวใจคือ ผู้คนเชื่อมความคิด สร้างความสัมพันธ์กัน เรียนรู้ร่วมกัน เมื่อสิ่งนี้เป็นวัฒนธรรมพื้นฐานในวิถีชีวิต มันก็งอกงามเติบโตไปเป็นวิถีการสนทนาที่สร้างสรรค์ในประเด็นที่สำคัญมากขึ้น ในเรื่องการบ้านการเมือง

ชื่อไม่สำคัญ เราจะเรียก สภา สมัชชา หรือกลุ่ม สหกรณ์ อะไรก็ตาม แนวคิดหลัก คือ การรวมกลุ่มของผู้คน ประชาชน/พลเมือง ที่เอาธุระของชุมชน องค์กร บ้านเมือง มารวมตัว ประชุมสนทนาปรึกษาหารือกัน เพื่อจัดการกับปัญหาที่เผชิญอยู่ร่วมกัน

สภาแบบนี้ (organic people’s assembly) เหล่านี้ จึงถือได้ว่า เป็นรากฐาน หรือรากแก้ว ของความเป็นประชาธิปไตย ที่จะเกื้อกูลให้การดำรงอยู่ของสภาส่วนกลางมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สภาประชาชนในความหมายอย่างนี้จึงเป็นเส้นทางและเป้าหมาย (means and ends) ที่เราต้องร่วมกันเดินไป ร่วมสร้างให้เกิด เติบโตและงอกงามทั่วแผ่นดิน ผลิดอกออกผลเป็นประโยชน์สุขของทุกคนในแผ่นดิน

อ. ชัยวัฒน์ ยังแสดงทัศนะเพิ่มเติมว่า “แก่นแท้ของสมัชชาประชาชน หรือสภาประชาชน คือเป็นแหล่งสร้างความหวัง สร้างกำลังใจ และความพากเพียรของประชาชนทุกระดับ ทุกสาขา อาชีพ ในการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน และปฏิบัติการปฏิรูปประเทศไทยร่วมกัน”

หลักการ หรือ หลักคิด ที่สภาประชาชน หรือสมัชชาประชาชน ต้องยึดให้มั่น ในทัศนะของอ. ชัยวัฒน์ คือ

สร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน (share vision) ว่าเราปรารถนาอยากเห็นอนาคตเป็นอย่างไร? รูปร่างหน้าตาของมันคืออะไร? และจะทำให้เป็นจริงได้อย่างไร? และมีใครจะต้องเข้าร่วมทำบ้าง?

เน้นกระบวนการระดมพลังความคิด และหัวจิตหัวใจอย่างสร้างสรรค์ ไม่ติดรูปแบบที่แข็งกระด้าง

สร้างบรรยากาศที่อบอุ่น เป็นมิตร เป็นพี่เป็นน้อง เกิดกระบวนการสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนมนุษย์ ทุกเพศ วัย ทุกสาขา อาชีพ มีการเคารพศักดิ์ศรีซึ่งกันและกัน เกิดความรักสามัคคี ผูกพัน และสามารถหลอมจุดร่วม โดยการบูรณาการความหลากหลายเข้าด้วยกัน รูปแบบและพิธีกรรมต้องไม่ทำลายบรรยากาศที่อบอุ่นและมีพลัง อย่าใช้รูปแบบที่จะให้คนมาโอ้อวดอัตตา และครอบงำความคิดของคนอื่นเป็นอันขาด

สมัชชาประชาชน หรือสภาประชาชนนั้น ทำได้ทั้งในแง่ประเด็น (issues) และในแง่ของพื้นที่หรือท้องถิ่น เช่น ระดับจังหวัดหรือระดับภาค อันจะเป็นเมล็ดพันธุ์ชีวิตบูรณาการ ซึ่งเป็นหน่ออ่อนของกระบวนการจังหวัดจัดการตนเอง สมัชชาเชิงประเด็น เช่น สมัชชาต่อต้านคอร์รัปชั่น สมัชชาประชาชนร่วมบริหารจัดการน้ำ สมัชชาปฏิรูประบบยุติธรรมและตำรวจ สมัชชาเยาวชนคนหนุ่มสาว สมัชชาผู้สูงอายุ สมัชชาอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

เราควรสนับสนุนให้กระบวนการสมัชชาเกิดขึ้นโดยธรรมชาติของผู้คนที่อยากแก้ปัญหาและอยากสร้างวิสัยทัศน์ของท้องถิ่นที่ตนเองต้องการ

กระบวนการสร้างเสริมความเข้มแข็งสภาประชาชน แบบรากแก้วประชาธิปไตยคืออะไร เราจะร่วมกันสร้างกระบวนการนี้ได้อย่างไร จะขอกล่าวในบทความต่อไป

 

อ้างอิง http://www.isranews.org/isranews-article/item/25811-chaiwat.html#.UqhaACBAfPg.facebook

http://thaicivicnet.com/

ประัชาชนใฝ่ฝันอะไร?

“สภาประชาชน” ผู้คนรู้สึกและมีความเห็นกับเรื่องนี้ไปต่าง ๆ นานา ตามประสบการณ์ ความเชื่อ ความรู้ การให้ความหมายและตีความของตน หลายคนรู้สึกว่าเรื่องนี้คือทางออกสู่อนาคต “ฟ้าสีทอง ผ่องอำไพ ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” ในขณะที่อีกหลายคนยังแคลงใจว่าเรื่องนี้ทำได้หรือ ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ อีกหลายคนขัดใจกับการนำเสนอสิ่งนี้
เป็นเรื่องที่ดี ที่ “สภาประชาชน” ได้เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้แสดงความรู้สึก ความเห็น ข้อกังวลและคำถามต่าง ๆ แม้ยังไม่เกิดสภาประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมก็ตาม เพราะหนึ่งในเจตนำนงสำคัญของสภาประชาชน คือ ชักชวนให้ผู้คนทั้งหลายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แบ่งปันความหวัง ความฝัน เพื่อนำไปสู่การออกแบบสภาประชาชน ที่รับใช้สังคมไทยโดยส่วนรวม และร่วมกันลงมือทำในส่วนที่จะร่วมสร้างสังคมดี ที่ทุกคนปรารถนาจะอยู่ร่วมกัน
อาจารย์ ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ แห่งสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (CivicNet) ได้ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ ออน์ไลน์เรดิโอ (posttodayradio) เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๖ ในบางประเด็นเกี่ยวกับ “สภาประชาชน”

chaiwat01

โพสต์ทูเดย์ เรามาคุยกันถึงแนวทางที่คุณสุเทพได้คุยไว้เรื่อง มาตรา ๓ ต่อด้วยมาตรา ๗ และเป็นที่มาของสภาประชาชน ภายใต้รัฐธรรมนูญ สามารถทำได้หรือไม่คะ

อาจารย์ ชัยวัฒน์ ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และได้พูดคุยกันหลายครั้งหลายหนแล้วว่า มันทำได้ครับ เพราะมันเป็นสถานการณ์พิเศษ แล้วมาตรา ๓ มอบอำนาจอธิปไตยให้มวลชน ส่วนมาตรา ๗ ก็เปิดกว้างเต็มที่ว่าเราสามารถทำได้ ซึ่งเรื่องแบบนี้อยู่ที่เจตจำนงมากกว่า หลายๆเรื่องไม่ควรจะปล่อยให้ข้อบัญญัติบางอย่าง ซึ่งตีความไปทางไหนก็ได้เป็นการจำกัดตัวเอง ผมว่าเจตจำนงสูงสุดเป็นตัวสำคัญมากกว่า

 
โพสต์ทูเดย์ เจตจำนงในความหมายของอาจารย์คืออะไร
อาจารย์ ชัยวัฒน์ เจตจำนงไม่ใช่ของผมคนเดียว ถามว่า ประชาชนใฝ่ฝันอะไรมาตั้งแต่ ๒๔๗๕ ตั้งแต่อาจารย์ปรีดีทำขึ้นมา และ ๑๔ ตุลา ที่นักศึกษา ประชาชนเรียกร้องขึ้นมา พฤษภาทมิฬก็ดี อันนี้เป็นเจตจำนงที่สืบทอดกันมาใช่ไหม สายธารประวัติศาสตร์ไม่เคยสิ้นสุด ประชาชนใฝ่ฝันอะไร
คุณคิดว่าประชาชนส่วนใหญ่ใฝ่ฝันอะไร การเมืองที่ดีใช่ไหม นักการเมืองที่ดีใช่ไหม อยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปั้นแต่งอนาคตสังคมไทยจริงไหม อันนี้พูดกับแบบหัวใจตรงๆ ไม่นับสี อันนั้นแหละคือเจตจำนงอันสูงสุด แต่คนไม่กล้าทำ บอกทำไม่ได้ ติดนั่นนี่โน่น
ท้าวความนิดนึง ผมยังจำได้หลัง ๑๔ ตุลาเรามีพรรคการเมืองหลายพรรคหลายฝ่าย พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย พรรคแนวร่วมสังคมนิยมแห่งประเทศไทย พรรคพลังใหม่ จำได้ไหม แล้วก็ชาติไทย ประชาธิปัตย์ ฯ แต่ต่อมาพรรคฝ่ายก้าวหน้าของประชาชนก็หายไปจากแผ่นดินไทยเลย เพราะระบบทุนเข้ามาครอบงำทุกพรรคการเมือง และไม่มีการถ่วงดุลอำนาจแห่งประชาชน จริงไหม มันเป็นพรรคการเมืองของนักการเมืองทุกพรรค ที่ภาษาอังกฤษเรียก Plutocracy ซึ่งบัญญัติอยู่แล้วในศัพท์ทางรัฐศาสตร์
Plutocracy คืออำนาจของคนมีเงิน ใช้เงินเป็นอำนาจ และทำพรรคการเมืองและใช้การเมืองตอบสนองผลประโยชน์ของตน จริงไหม เราต้องการทลุทะลวงไหม …และนี่คือโอกาสครั้งที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้เจตจำนงมีโอกาสเป็นจริง แล้วทำไมไม่ช่วยกันคิดล่ะว่ามีความเป็นไปได้กี่ทาง ที่จะทำให้มันเป็นไปได้ มันไม่ได้เป็นของใครสักคนเลย
คนที่ทำทั้งหมด ที่จะมาเป็นสภาประชาชนต่อไปเขาจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองกับพรรคการเมืองเลย เราต้องการสร้างสิ่งหนึ่งสิ่งใด สร้างบ้านให้เรียบร้อย อาจจะสร้างไม่เรียบร้อย แค่วางรากฐานให้มั่นคงแล้วให้คนอื่นมาเติมต่อ ให้ ประเทศไทยก้าวไปถูกครรลอง ตรงนี้มันเป็น democracy ที่แท้จริง ไม่ใช่ plutocracy

 

โพสต์ทูเดย์ แสดงว่าหลักคิดของอาจารย์ก็คือเอาเจตจำนงเป็นตัวตั้ง แล้วที่รัฐบาลบอกว่า ทำไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ ผิดหลักรัฐธรรมนูญ ก็ต้องมาแก้ตรงนั้นกัน
อาจารย์ ชัยวัฒน์ ไม่ใช่มาแก้ รัฐบาลนี้ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่บ้าง ขอถามหน่อย พฤติกรรมที่ผ่านมา ๒-๔ ปีที่ผ่านมาคืออะไร ให้มองความจริง ข้อมูล ตัวเลขทั้งหลาย แม้กระทั่งอำนาจศาลก็ไม่ยอมรับ ตัวนายกก็ไม่ยอมรับ สภา สส. สว. ก็ไม่ยอมรับ พรรคเพื่อไทยก็ไม่ยอมรับศาล แล้วที่ทำมา ทำทำไม จริงไหม ตรงนี้การกระทำแสดงถึงเจตจำนงที่แท้จริง คุณคิดจะปกป้องผลประโยชน์ของคุณเท่านั้น จริงไหม

 

โพสต์ทูเดย์ นอกจากข้อเสนอของคุณสุเทพที่บอกว่า กปปส.ระดับจังหวัด
อาจารย์ ชัยวัฒน์ เราอยากให้ประชาชนทุกระดับมีส่วนร่วม ซึ่งจะตามมา อันนี้จะเป็นครั้งแรกที่จะทำเรื่องของประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาอย่างแท้จริงได้ทุกระดับ แน่นอนว่าช่วงต้นๆจะไม่ perfect (สมบูรณ์) แต่ทิศทางมันไปอย่างนั้นแน่นอน
ทิศทางคือว่าอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของตนเอง เพราะว่าหัวใจของ democracy is problem solving ประชาธิปไตยเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาของประชาชน และประชาชนต้องมีส่วนร่วม เพราะบางครั้งนักการเมืองหรือนักเลือกตั้งเองก็ไม่ได้ทำตามเจตจำนงค์ของประชาชนเสมอไป เราก็ต้องสร้างเครื่องมือ สร้างโครงสร้าง สร้างกระบวนการให้ประชนชนได้แสดงออกจริงๆ โดยไม่ถูกไม่บิดเบือน จริงไหมครับ
บางครั้งเป็นเรื่องประชาธิปไตยทางตรง บางครั้งก็เป็นเรื่องประชาธิไตยทางอ้อม ก็ใช้มันทั้ง ๒ อย่าง เหมือนหยิน-หยาง เป็นเต๋าเลย ทำไมเราไม่คิดขึ้นมาล่ะ แต่อย่ามาบอกว่า โอ๊ย ไม่เคยมีมาก่อน อยากจะบอกว่า ประชาธิปไตยก็ไม่มีมาใน ๑๐๐๐ ปีก่อน เมื่อ ๑๐๐ ปีมันก็ไม่เคยมีมาก่อน ทุกอย่างมันเป็นนวตกรรม สิ่งที่ท้าทายมาก จากการสังเกตนักวิชาการจากคนต่างๆ เราไม่กล้าแม้ที่จะฝัน แม้ที่จะฝันว่าคนไทยมีความสามารถที่จะสร้างประชาธิปไตยทางตรงที่น่าสนใจได้ ซึ่งในหลายประเทศเขาก็ทำในสไตล์ของเขา อย่าง สวิตเซอร์แลนด์ สวีเดน นอร์เวย์ ทำไมเราจะทำในสไตล์ไทยๆไม่ได้ล่ะ มันอยู่ที่เรากล้าที่จะฝัน กล้าจะสร้าง vision ประเทศไทยไหม สิ่งสำคัญมันอยู่ตรงนี้ การเมืองเป็นการระดมเพื่อสร้างวิสัยทัศน์ของแผ่นดิน

 

โพสต์ทูเดย์ ดูเหมือนว่าเราต้องกล้าที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
อาจารย์ ชัยวัฒน์ ถูกต้อง เราต้องมีความกล้าหาญจะเดินทางสิ่งดีสิ่งงาม และหัวใจและความถูกต้องของประชาชน ซึ่งความกล้าหาญ ความปรารถนานี้มันหายไปประมาณ ๓๐ ปี มันหมดหวัง สิ้นหวัง มันเป็นไปไม่ได้ เพราะการเมืองน้ำเน่าล้อมซะจนทำให้เราหมดกำลังใจ จริงไหม

 

โพสต์ทูเดย์ ตอนนี้ที่เห็นประชาชนที่ลุกขึ้นมาตอนนี้ ดูเหมือนจะมีความความหวังเรืองรองขึ้นมาหรือยัง
อาจารย์ ชัยวัฒน์ ถามคุณเองเลย คุณมีความหวังเรืองรองขึ้นมาหรือเปล่าล่ะ ถามหัวใจคุณเองเลย ถามแบบมนุษย์ต่อมนุษย์ คนไทยต่อคนไทย คุณมีไหม

โพสต์ทูเดย์ ดิฉันก็มีค่ะ

อาจารย์ ชัยวัฒน์ นั่นแหละ หัวใจคุณบอก หัวใจผมบอก และหัวใจอีกกี่ล้านคนล่ะที่บอก ทำไมเราไม่มาสร้างความฝันร่วมกันล่ะ กระบวนการนี้ไม่มีสีเสื้ออีกแล้ว เรามีแต่ประเทศไทย แผ่นดินไทย ความรักประเทศชาติ แล้วมาเชื่อมกัน แล้วเมื่อทะลวงสำเร็จ เราก็ต้องเอาความใฝ่ฝันของเรา และเราจะอยู่อย่างไรในอาเซียน และเราจะวางตำแหน่งอย่างไรในเอเชียและโลก เราต้องกล้าฝันไปถึงตรงนั้นแล้ว โลกมันโลกาภิวัฒน์ นี่ล่ะคือความท้าทายที่สุด แต่คนไม่พูดถึง นักวิชาการ นักกฎหมายจะพูดถึงบทบัญญัติตรงโน้นตรงนี้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งหมดนี้ถูกสร้างด้วยพลังใจร่วมกัน ความใฝ่ฝันร่วมกันทั้งสิ้น มันเป็นนวตกรรมทางการเมืองสังคม และวัฒนธรรมการเมืองแบบใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในไม่ช้า มันขึ้นอยู่กับในช่วงวันเวลานี้อีกไม่นาน ถ้าทุกฝ่ายเข้าใจและอยากจะทำด้วยกัน

 

โพสต์ทูเดย์ สถานการณ์และแนวทางที่อาจารย์ให้ประชาชนเข้ามาบริหารการปกครอง จะเป็นไปได้หรือ
อาจารย์ ชัยวัฒน์ มันเป็นไปได้ อาจจะไม่ absolutely (เบ็ดเสร็จสมบูรณ์) ทันทีทันใด ๑๐๐% เสียทีเดียว แต่เราวางรากฐานได้ โดย กปปส.จะทำหน้าที่ชั่วคราว อาจจะ ๑ ปี หรือ ๑ ปีครึ่งก็แล้วแต่ ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศไทยต่าง ๆ ด้วย ระหว่างนั้นก็มีรัฐบาลรักษาการซึ่งเป็นกลาง ซึ่งไม่ใช่นักการเมืองใดๆเข้ามายุ่งเกี่ยว ซึ่งคนเหล่านี้พอหมดภาระกิจก็ต้องถอยกลับบ้านไปทำงาน ทำหน้าที่ตัวเองเหมือนเดิม ซึ่งในระหว่างนั้นก็ต้องมีการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งหัวข้อการปฎิรูปประเทศไทยมีมันเยอะแยะเต็มไปหมด ขอให้รวบรวมขึ้นมาและทำให้เป็นจริงเท่านั้นเอง อาจจะไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ทุก ๆ เรื่อง แต่ว่ามันจะไปโยงใยกับอำนาจของประชาชนที่ตื่นรู้ขึ้นมาในที่ต่างๆ แล้วเขาอยากจะลุกขึ้นมามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา
ยกตัวอย่างง่ายๆ โครงการจัดการน้ำ คงจะทราบกันดีว่า คนจำนวนมากที่เดือดร้อนจริงๆถูกกีดกันไม่ให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการทำประชาพิจารณ์ อันนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยต้องเอาข้อมูลมานั่งถกกันว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรใช่หรือไม่ใช่ แต่นี่มันกีดกัน มันจะเอาให้ได้เลย ๓.๕ แสนล้าน ตามเจตนารมย์ของ plutocracy อย่างเดียวเลย จริงไหม นี่ตัวอย่างง่ายๆเลยจริงไหม (ค่ะ) ซึ่งเรื่องเหล่านี้สามารถทำได้ในระดับท้องถิ่น ซึ่งต่อไปผมยืนยันได้เลยว่าการแก้ปัญหาของชาติคือการแก้ปัญหาระดับท้องถิ่น เพราะรัฐบาลกลางไม่มีทางเข้าใจหลายเรื่อง รัฐบาลกลางอาจจะคุมไม่กี่เรื่อง อาจจะคุมเรื่องนโยบายต่างประเทศ การเงินการคลัง การป้องกันประเทศ แต่หลายๆเรื่อง ประชาชนเขาฉลาดพอ รู้เรื่องพอที่จะแก้ปัญหาได้ และยิ่งมีระบบดิจิตอลที่ถ่ายทอด คนรุ่นใหม่ เด็กรุ่นใหม่จะเร็วมาก อันนี้แหละคือโอกาสของสิ่งใหม่ เรากำลังจะสร้างประชาธิไตยในศตวรรษที่ ๒๑ ในโลกยุคติจิตอล