การประชุมเริ่มก่อนที่เราจะพบกัน

“อีก ๑๐ ปี เราอายุเท่าไร สภาพร่างกาย ศักยภาพเป็นอย่างไร สังคมและชาติจะเป็นอย่างไร เราต้องคิดและทำอะไรกันบ้างในตอนนี้”  

“วินัยในการประชุมเป็นเครื่องสะท้อนว่า ผู้คนให้ความสำคัญ และความหมายกับการประชุมเพียงใด และเป็นปัจจัยกำหนดโอกาสแห่งความสำเร็จในการสนทนา และการทำงานร่วมกันอีกด้วย เพราะเมื่อคนร่วมประชุมมีวินัยในการประชุม จะเกิดพลังความมุ่งมั่น ตั้งใจมาร่วมงาน” — บางส่วนบางตอนในบันทึกการประชุมเชิงปฏิบัติการ ถอดบทเรียน พัฒนายุทธศาสตร์ และต่อยอดสมัชชาสุขภาพ ณ จังหวัดพิษณุโลก พ.ศ. 2555

—————————-

ข้าพเจ้าติดตามบันทึกการอบรมที่นำกระบวนการเรียนรู้โดยอาจารย์ ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ จากมูลนิธิการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม thaicivicnet.com เสมอ ๆ เป็นการเดินทางภายนอกและภายใน ไปในเวลาเดียวกัน

การเดินทางภายนอกหมายถึง ข้าพเจ้าได้มีโอกาสพบปะพี่น้องนักปฏิบัติการทางสังคม ผู้มีความมุ่งมั่นตั้งใจรับใช้ประโยชน์ส่วนรวม ทำงานด้านต่าง ๆ ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสิบปี มากบ้างน้อยบ้างตามอายุชีวิต และอายุงาน พี่น้องทั้งหลายได้แบ่งปันชีวิต งาน และเรื่องราวต่าง ๆ ในสังคม ให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ตาม เห็นตาม และรู้สึกตามไปด้่วย

ส่วนการเดินทางภายในนั้น เป็นการเดินทางในกระบวนการเรียนรู้ ที่อาจารย์ชัยนวัฒน์เคร่งครัดให้เรามีวินัยในการสนทนา การประชุม มีสติ สมาธิ ครุ่นคิดใคร่ครวญ้คำถามสำคัญ ๆ ของตนและของสังคม ….

ข้าพเจ้าเห็นว่า โอกาสที่ได้รับนี้สมควรที่จะแบ่งปันให้ผู้อื่นด้วย จึงขอคัดสรรบางตอนของบันทึกจากการอบรมต่าง ๆ มานำเสนอให้ผู้สนใจได้ร่วมเดินทางภายนอกและภายใน ไปกับข้าพเจ้าด้่วย โดยในเบื้องต้น ข้าพเจ้าขอนำการบันทึกจากการประชุมเชิงปฏิบัิตการ ถอดบทเรียน พัฒนายุทธศาสตร์ และต่อยอดสมัชชาสุขภาพ (สนับสนุนโดย สช) ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ที่จัดขึ้นที่พิษณุโลก พ.ศ. 2555

——————–

ราว ๑ เดือน ก่อนการประชุม

อาจารย์ชัยวัฒน์ให้ข้าพเจ้าช่วยพิมพ์และส่งประเด็นคำถาม ๕ ข้อให้ผู้เข้าประชุมทุกท่านไปเตรียมคิดมาก่อน

คำถามที่อาจารย์ชัยวัฒน์ส่งไปให้เป็นเสมือนการบ้าน หรือวาระการประชุม ที่จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รู้ว่า แก่นและทิศทางของการประชุมนี้อยู่ตรงไหน เพื่อที่จะได้เตรียมตัว ทั้งใจ ความคิด และข้อมูลให้พร้อมสำหรับเข้าร่วมกิจกรรม

คำถามทั้ง ๕ ข้อ คือ

๑. ในฐานะผู้นำ เราจะฟูมฟัก (บ่มเพาะ) ความงอกงาม และพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างไร ระหว่างที่ทำการเปลี่ยนแปลงชุมชน และสังคม?

๒. ทีมงานของท่านแข็งแกร่งในการทำงาน และมีศักยภาพที่จะเดินหน้าเพียงใด? ท่านมีอะไรเป็นตัวชี้วัดว่า ทีมงานของท่านเข้มแข็ง และเติบโตไปพร้อมกับการทำงาน? (เมื่อเผชิญอุปสรรคและปัญหา ความเข้มแข็งของทีมงานนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร? มีใครเป็นคนสร้าง หรือเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ หรือด้วยเหตุปัจจัยใด?

๓. ตัวท่านสามารถนิยามและค้นพบแหล่งพลังหรือจุดกำเนิดพลังงาน (ความเข้มแข็งที่สุดของท่าน) ซึ่งเป็นฐานของการปฏิบัติงานและชีวิตของท่านหรือไม่ เล่าให้เห็นภาพ

๔. เมื่อเราอยู่ห่างไกลกัน ทั้งทางภูมิศาสตร์ และอีกทั้งยังมีความแตกต่างกันทางความคิด และความสนใจ ทำอย่างไรเราจึงจะร่วมมือกันได้อย่างยั่งยืน? ท่านมีประสบการณ์ตรงเรื่องนี้ที่จะแลกเปลี่ยนบ้างไหม?

๕.  ท่านมีประสบการณ์อะไรลึก ๆ ในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับทีมงาน และกับเครือข่าย? ท่านมีกระบวนการอะไร มีเทคนิคอะไรในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และมีคุณภาพ?.. และถ้าท่านจะขยายความสัมพันธ์ที่ดี มีคุณภาพให้เติบใหญ่และกว้างขวางออกไป ท่านมีอะไรจะแนะนำเพื่อน ๆ บ้างไหม?

๑ วัน ก่อนการอบรม

ข้าพเจ้าเดินทางพร้อมกับอาจารย์ชัยวัฒน์จากกรุงเทพ ไปถึงพิษณุโลก ราวสามทุ่มเศษ และกว่าจะไปถึงโรงแรมที่พักก็ใกล้สี่ทุ่ม แต่อาจารย์ชัยวัฒน์ยังคงตั้งใจจะทำตามความคิดเดิม คือ เริ่มสนทนากับผู้เข้าอบรม ที่เดินทางมาเตรียมความพร้อมล่วงหน้าสำหรับการประชุมนัดสำคัญนี้

เมื่อถึงโรงแรมและเช็คอินแล้ว อาจารย์ปรี่เข้าไปทักทายและพูดคุยกับกลุ่มพี่ ๆ น้อง ๆ ที่มาจากหลายจังหวัดในภาคเหนือตอนล่าง เรานั่งเก้าอี้ ล้อมเป็นวงในล้อบบี้โรงแรม ความสงบ เอาจริงเอาจังเริ่มต้นขึ้น ข้าพเจ้ารู้สึกได้ทันทีว่า การประชุมครั้งนี้ไม่ธรรมดา อาจารย์ชัยวัฒน์จริงจังและใส่ใจกับการอบรมครั้งนี้มากอย่างมีนัยยะสำคัญ

อาจารย์ชัยวัฒน์ทักทายทุกคนเรียงตัวเลยทีเดียว และถามถึงการเตรียมตัวพร้อมกับการประชุมในวันรุ่งขึ้น “อ่านคำถามที่ส่งไปให้หรือยัง อ่านแล้วรู้สึกหรือคิดเห็นอย่างไร”

ในความเงียบบ ทุกคนกำลังครุ่นคิดกับคำถาม หลายคนสะท้อนว่า คำถามยาก ซับซ้อน และไม่ค่อยได้มีใครถามกัน เป็นคำถามที่มุ่งให้เราค้นลึกเข้าไปภายในตน เห็นตัวเองในปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ทั้งในทีมงาน และเครือข่าย

อาจารย์ชัยวัฒน์เสริมว่า “พวกเรา ผู้ทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม มักมองข้ามตัวเอง เรามักมองไปข้างนอก เห็นสิ่งที่น่าจะเปลี่ยน ปรับปรุงแก้ไข แต่เรามักมองข้ามตัวเอง มองข้ามความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด เพื่อนร่วมงาน และเครือข่าย”

ดังนั้น การที่จะอบรมเพื่อพัฒนาต่อยอด เราจำต้องเหลียวมองตัวเอง ความสัมพันธ์และการทำงานที่ผ่านมา ในทีม และกับเครือข่าย

เดิมที คืนก่อนวันอบรม อาจารย์ชัยวัฒน์ตั้งใจว่าจะมีผู้เข้าอบรมมาถึงสถานที่ก่อน เพื่อนั่งล้อมวงสนทนา เป็นการอุ่นเครื่อง แต่เมื่อคนมาไม่ค่อยพร้อมเพรียงอย่างที่นัดแนะไว้ในตอนต้น ดูเหมือนจะทำให้อาจารย์ยิ่งแจ่มชัดว่า วาระสำคัญจากนี้ คือ ทำให้เรื่อง วินัยในการประชุม เข้มข้นขึ้นในหมู่ผู้คนที่ทำงานเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม

อาจารย์ชัยวัฒน์สะท้อนความรู้สึกว่า “สำหรับผม การพบกันทุกครั้ง ต้องมีความหมาย ผมจึงให้เวลาและรักษาเวลาทุกครั้งที่เราพบกัน แต่เราหลายคนไม่ทำให้การพบกันมีความหมาย ไม่ตั้งใจ ไม่ใส่ใจ เรามาประชุมแบบตามสะดวก เข้า-ออก ตามตนสะดวก ทำอย่างนี้จนเป็นนิสัย ทำให้การประชุมไม่พร้อมเพรียง ไม่เกิดความสร้างสรรค์ นานวันเข้าก็น่าเบื่อ ไม่มีอะไรใหม่ พูดแบบเดิม ๆ ทำแบบเดิม ๆ นี่ไม่เพียงเป็นนิสัยของปัจเจก แต่กลุ่มรวมถึงองค์กรก็มักปฏิบัติกันอย่างนี้ในการประชุมเราขาดวินัยอย่างยิ่ง”

“เราพูดซ้ำซาก วนเวียน “เรียนรู้ ร่วมมือ บูรณาการ” พูดกันอย่างนี้ทุกเวที แต่ก็ยังเห็นอยู่ที่เดิม ทำแบบเดิม ๆ พูดเดิม ๆ”

“การเรียนรู้คืออะไร … เรียนรู้ คือไม่ทำผิดพลาดซ้ำซาก หรือไม่ทำในสิ่งที่ย่ำอยู่กับที่ ถ้าเราทำอะไรแบบเดิม ๆ ย่ำกับที่ แล้วจะบอกได้อย่างไรว่า เรามาเรียนรู้กัน

วินัยในการประชุมเป็นเครื่องสะท้อนว่า ผู้คนให้ความสำคัญ และความหมายกับการประชุมเพียงใด และเป็นปัจจัยกำหนดโอกาสแห่งความสำเร็จในการสนทนา และการทำงานร่วมกันอีกด้วย เพราะเมื่อคนร่วมประชุมมีวินัยในการประชุม จะเกิดพลังความมุ่งมั่น ตั้งใจมาร่วมงาน

อาจารย์ชวนพวกเราคิดต่อไปถึงอนาคต “อีก ๑๐ ปีข้างหน้าเราจะเป็นอย่างไร สังคมและชาติจะเป็นอย่างไร เราต้องคิดและทำอะไรกันบ้างในตอนนี้ และจะย่ำอยู่กับที่ พูดคำเดิม ๆ ไม่ได้อีกต่อไป” ถึงตรงนี้ ความเงียบดูจะเสียงดังที่สุด สีหน้าหลายคนดูครุ่นคิด

อีก ๑๐ ปีข้างหน้า บางคนจะมีอายุ ๕๐ บางคนก็ ๖๐ และอีกจำนวนหนึ่งก็ ๗๐ ปี ขวบวัยเจริญขึ้น แต่พลังกายถดถอยลง แล้วในวันนี้ วันที่มีโอกาส เราทำอะไรอยู่ พร้อมรับอนาคตมากน้อยเพียงใด

เราสนทนากันกว่าครึ่งชั่วโมง อาจารย์ชัยวัฒน์ “อุ่นหัวใจ” ของพวกเราให้เห็นความหมายของการพบกันในครั้งนี้ จนเวลาล่วงเลยราวสี่ทุ่มครึ่ง เราทุกคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน

——-

โปรดติดตามการเรียนรู้ ในตอนต่อไป ซึ่งเป็นวันแรกของการประชุมอันเข้มข้น — ตัวอย่างบางตอน “ก่อนการประชุม เราต้องทำจิตของเราให้มีคุณภาพ ให้มีศักยภาพสูงสุด เพื่อการประชุมที่มีความหมาย คุณภาพของจิตอยู่ที่ความช้า เราต้องทำใจให้ช้าลง เหมือนขนนกที่ค่อย ๆ พริ้วตามลมจนนิ่งสนิทแนบพื้น” 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s