ยกระดับจิตเพื่อยกระดับการสนทนา

ตอนที่ 2 : บันทึกจากการประชุมเชิงปฏิบัิตการ ถอดบทเรียน พัฒนายุทธศาสตร์ และต่อยอดสมัชชาสุขภาพ (สนับสนุนโดย สช) ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ที่จัดขึ้นที่พิษณุโลก พ.ศ. 2555

เช้าวันที่ ๑๕ กรกฎาคม

เข็มนาฬิกาขยับใกล้เวลา ๙.๐๐ น. ผู้เข้าอบรมโดยเฉพาะผู้ที่คุ้นเคยกับกระบวนการของอาจารย์ชัยวัฒน์เริ่มทยอยเดินเข้าห้องประชุม คนหน้าใหม่จำนวนหนึ่งจึงพลอยรู้สึกว่า ต้องรีบเดินตามเข้ามาด้วย “อาจารย์เคร่งครัดเรื่องการตรงต่อเวลา” หลายคนตระหนักเรื่องนี้ดี โดยเฉพาะผู้ที่ผ่านการอุ่นหัวใจไปแล้วตั้งแต่เมือคืน

เมื่อเปิดประตูเข้ามาในห้องประชุม ภาพที่เห็นเบื้องหน้า ทำให้หลายคนยิ้ม ใจที่เกร็งอยู่คลายออก “โอ้ ดีจังเลย เหมือนห้องนั่งเล่นที่บ้าน” บางคนกล่าว แล้วก็เลือกที่นั่ง เป็นเบาะ ที่วางล้อมวงรอบโต๊ะเตี้ย ๆ ในห้องโล่งกว้าง กำแพงกระจกเปิดรับวิวตัวเมืองพิษณุโลก ท้องฟ้า และแสงแดดตามธรรมชาติให้เข้ามาภายในตัวห้องด้วย แต่ตอนแรก โต๊ะแต่ละตัวยังกระจัดกระจาย ดูห่างกัน อาจารย์จึงบอกให้พวกเราขยับโต๊ะให้ใกล้กันเข้ามา เพื่อรักษาช่องไฟ ความสัมพันธ์ให้รู้สึกใกล้ชิดกันพอดี ๆ

แม้เราจะได้สิทธิในการเลือกที่นั่งตามชอบ แต่ก็มีกติกาบ้าง อาจารย์ชัยวัฒน์ให้ “รุ่นพี่” ซึ่งหมายถึง ผู้ที่ผ่านการอบรมกับอาจารย์ชัยวัฒน์และ คุ้นเคยกับกระบวนการสนทนาพอสมควร ไปนั่งประจำทุกโต๊ะ เพื่อร่วมนำพา และเรียนรู้กับผู้มาใหม่ที่ยังไม่คุ้นกับกระบวนการ เป็นการสร้างบรรยากาศความสัมพันธ์อย่างพี่น้อง ดูแลและเรียนรู้ไปด้วยกัน ส่วนผู้ที่มาจากจังหวัดเดียวกัน หรือคุ้นเคยกันบ้างแล้วก็ให้แยกกันนั่งคนละโต๊ะ เพื่อจะได้เปิดโอกาสให้ตนเองรู้จักเพื่อนใหม่ ข้ามจังหวัดและสายพันธุ์การทำงาน (แบบเครือข่ายข้ามสายงาน bridging network)

เมื่อถึงเวลาอันสมควร อาจารย์เริ่มการประชุมด้วยกิจกรรมสิ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับการเรียนรู้ และการประชุม นั่นคือ การยกระดับจิตให้มีสติและสมาธิสูงสุดเท่าที่จะทำได้ สำหรับการเรียนรู้และประชุม

“ก่อนการประชุม เราต้องทำจิตของเราให้มีคุณภาพ ให้มีศักยภาพสูงสุด เพื่อการประชุมที่มีความหมาย คุณภาพของจิตอยู่ที่ความช้า เราต้องทำใจให้ช้าลง เหมือนขนนกที่ค่อย ๆ พริ้วตามลมจนนิ่งสนิทแนบพื้น”

การสนทนา และการดำรงอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่เรื่องของเทคนิค วิธีการ หรือแม้แต่กระบวนการ หัวใจในการอยู่ด้วยกัน และสนทนา คือ คุณภาพของจิต อย่างที่เราได้สัมผัสกันไปแล้วในภาวะที่นิ่งเงียบร่วมกัน

กระบวนการสำคัญที่อาจารย์ชัยวัฒน์พาทำ คือ ให้ทุกคนผ่อนกายและใจ มีความเงียบทั้งภายในและภายนอก เพื่อเป็นปัจจัยให้เกิดสติและสัมปชัญญะ

พวกเราร่วมทำสมาธิและรักษาความสงบในบรรยากาศการประชุมราว ๕ นาที จากนั้น อาจารย์ชัยวัฒน์แนะนำกระบวนการ “เช็คอิน”

การเช็คอินเป็นกระบวนการที่ชวนให้เราเช็คหัวใจตัวเองว่า เราพร้อมหรือยังสำหรับการเรียนรู้/การประชุมที่กำลังจะเริ่มขึ้น แล้วบอกให้เพื่อนในวงสนทนาได้รับรู้ว่า เราพร้อมเพียงใด เช็คตัวเองว่าเรามาทั้งกายและใจสำหรับการประชุมนี้

กติกาของกระบวนการเช็คอิน คือ ให้ทุกคนรับฟังเวลาที่ผู้อื่นพูด เราจะไม่แย่งหรือขัดคอกัน ส่วนผู้ที่ต้องการจะพูด มีอะไรจะบอกก็ให้หยิบเอาปากกา ซึ่งเราหมายร่วมกันว่า เป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ ที่ผู้ที่ถือปากกาเท่านั้นจะมีสิทธิ์พูด ถือปากากตลอดเวลาที่พูด เพื่อเตือนให้เรามีสติรู้ตัวกับการพูดด้วยว่า พูดอะไรอยู่ พูดเพื่ออะไร และพูดโดยให้เวลากับผู้อื่นได้พูดด้วย กระบวนการอย่างนี้มุ่งหวังให้เราทุกคน ไม่ว่าผู้ฟัง และผู้พูด มีสติทั้งการฟังและพูด

เมื่อทุกคนเข้าใจกติกาดีแล้ว รวมทั้งมีรุ่นพี่คอยช่วยพาทำในครั้งแรก อาจารย์ก็ประเดิมโจทย์แรกให้เราสนทนากัน “เรารู้และเห็นกำหนดการประชุมก่อนหรือไม่ เห็นแล้วรู้สึกอย่างไร กำหนดการมีอะไรชวนคิด และอ่านคำถามที่ให้ไป ๕ ข้อแล้ว รู้สึกอย่างไร”

ในกลุ่มสนทนา หลายคนบอกว่า สะดุดใจกับคำถาม คิดว่าคำถามยากและซับซ้อน ต้องใช้การครุ่นคิดลึก ๆ ต้องทบทวนตัวเอง และต้องสติในการตอบด้วย บางคนจดบันทึกคำตอบที่คิดไว้แล้วล่วงหน้า นอกจากนั้น กำหนดการก็มีส่วนกระตุ้นให้หลายคนสนใจใคร่รู้ เช่น ทฤษฏีใหม่ ๆ หรือหัวข้อ “ผู้นำในโลกอนิจจัง” และ “พลังวิถีแห่งเต๋า”

แม้สำหรับหลายคน การสนทนาในลักษณะนี้จะยังเป็นเรื่องใหม่ แต่เพียงครึ่งวันเช้า ทุกคนก็จูนใจเข้ากับกระบวนการนี้ได้อย่างรวดเร็ว ทุกคนรักษากติกาการเช็คอินได้เป็นอย่างดี และอาจด้วยเหตุนี้ ที่ทำให้เกิดสนามพลังการสนทนาบางอย่างในห้องประชุมนั้น

ในฐานะของผู้สังเกตและจดบันทึกการเรียนรู้ (ในการอบรม) ข้าพเจ้าถูกฝึกให้ฟังเสียงตัวเอง ฟังเสียงการสนทนาในกลุ่มย่อย และฟังบรรยากาศโดยภาพรวมที่แวดล้อมทั้งหมด

เมื่อข้าพเจ้าถอยมาฟังบรรยากาศการสนทนาของทั้งห้อง ข้าพเจ้าสัมผัสได้ถึงพลังความสงบนิ่งบางอย่าง แม้จะมีผู้คนพูดแลกเปลี่ยนตามโจทย์ ในโต๊ะต่าง ๆ ทั้ง ๖ ตัว แต่เสียงคนพูดนั้นไม่ได้ทำลายความสงบงามภายในห้องประชุมเลย สีหน้าของผู้พูด และน้ำเสียงดูมีความตั้งใจ ลุ่มลึก มีสติกับสิ่งที่กำลังพูด ส่วนคนฟังก็ให้ความสนใจ ใส่ใจกับการฟังเต็มที่

หลังจากการสนทนาในกลุ่มย่อย (ทุกครั้ง) อาจารย์ชัยวัฒน์จะให้โจทย์เพื่อยกระดับการครุ่นคิดขึ้นไปอีกขั้น อาจารย์ไม่ถามว่าคุยอะไรกัน ไม่ให้ตัวแทนกลุ่มมานำสรุปการสนทนา แต่คำถามของอาจารย์ชวนให้เราถอยออกมามองเข้าไปในประสบการณ์ที่เพิ่งผ่านไป ครุ่นคิดกับประสบการณ์นั้น ๆ แล้วถอดบทเรียนจากประสบการณ์ เป็นการฝึกให้เราเห็นตัวเองในขณะที่พูดและ “ดำรงอยู่” ในการกระทำต่าง ๆ (คือ มีสติรู้ตัวเสมอ ๆ)

“คำว่า “คิด” “ครุ่นคิด” “ใคร่ครวญ” เหมือนกันหรือไม่” อาจารย์ถาม

ห้องประชุมเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่หลายเสียงจะประสานขึ้น “ไม่เหมือน”

มีผู้อธิบายว่า ครุ่นคิดและใคร่ครวญเป็นการคิดที่ลึกซึ้ง ละเอียดกว่าการคิด และใช้เวลา เหมือนเป็นการทบทวน ส่วนการคิดนั้น ค่อนข้างมีลักษณะฉาบฉวยและรวดเร็ว

การครุ่นคิดเป็นสิ่งที่อาจารย์ชัยวัฒน์ชวนให้ทำตลอดเวลา นับแต่เริ่มต้นการประชุม ครุ่นคิดกับคำถาม ครุ่นคิดกับสิ่งที่จะพูด และครุ่นคิดกับประสบการณ์ เป็นการยกระดับคุณภาพการคิดการเห็น และการสนทนาให้มีคุณภาพสูงขึ้น

การครุ่นคิดเป็นการที่เราถอยออกมามองกลับเข้าไปในเรื่องราว และประสบการณ์ เห็นให้กว้างและรอบด้าน ลึกและไกล เห็นความเชื่อมโยงของสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และนี่คือ สิ่งที่เรามักพูดกันเสมอว่า การเห็นภาพใหญ่ และภาพรวม

สำหรับโจทย์แรกที่ให้ครุ่นคิดจากบทเรียนสด ๆ ที่สนทนากัน คือ “บรรยากาศในการสนทนา กระบวนการเช็คอิน บรรยากาศทั้งห้อง ต่างกับการประชุมที่เราคุ้น และเคยทำ ๆ กันมาหรือไม่ ต่างกันตรงไหน”         

ผู้เข้าอบรมร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นและข้อสังเกตว่า “การนั่งกับพื้น บนเบาะ ไม่เป็นพิธีรีตรอง ทำให้บรรยากาศดูเบา ๆ รู้สึกสบาย ผ่อนคลาย ซึ่งต่างกับการประชุมโดยทั่วไป และที่เพิ่งทำมา เรานั่งประชุมบนเก้าอี้ คนนั่งติด ๆ กัน เป็นแถว มีพิธีการมาก ทำให้อึดอัด ไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ นอกจากนั้น การประชุมไม่ออกแบบการสนทนาที่ดีพอ ทุกคนมุ่งนำเสนองานของแต่ละคนว่าทำอะไรกันมาบ้าง ไม่มีคำถามเพื่อการเรียนรู้ หรือชวนให้คิดเชื่อมโยง และเราไม่ได้คิดร่วมกัน เหล่านี้ ทำให้การประชุมน่าเบื่อ ไม่คืบหน้า”

สิ่งที่พวกเราสะท้อนออกมา ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึก และความคิดเห็นที่เกิดจากประสบการณ์สด ๆ อาจารย์ชัยวัฒน์สรุปให้เห็นว่า นี่คือ การถอดบทเรียน

“การเรียนรู้ หมายถึง การไม่ทำผิดซ้ำ ไม่ทำแบบเดิม ๆ ที่ไม่นำผลที่ดี เราต้องถอดบทเรียน คือ ถอยมองสิ่งที่เราทำและพูด เห็นจุดอ่อน จับหลักหรือหาแก่นให้ได้ เอาประสบการณ์ ยกเป็นทฤษฏี วิธีการ หลักการ” อาจารย์ชัยวัฒน์กล่าว

หากเราทบทวนคำถามนี้ให้ลึกลงไป (คำถามว่า บรรยากาศในการสนทนา กระบวนการเช็คอิน บรรยากาศทั้งห้อง ต่างกับการประชุมที่เราคุ้น และเคยทำ ๆ กันมาหรือไม่ ต่างกันตรงไหน) เราจะพบว่า อาจารย์ชัยวัฒน์ตั้งใจใช้คำถามนี้ ชี้ให้เราเห็นบริบท และเจตนารมณ์ในการประชุมครั้งนี้ และยังให้โจทย์นี้เป็นบทเรียนแบบอย่าง ให้เราเห็นความหมายและความสำคัญของการเตรียมการประชุมอีกด้วย 

——-

ต่อไป ตอนที่ 3 — ความสำเร็จของการประชุม และความสำคัญของ “สมรรถนะในการมีประสบการณ์” ต่อการเรียนรู้และทำงาน

 

Advertisements

การประชุมเริ่มก่อนที่เราจะพบกัน

“อีก ๑๐ ปี เราอายุเท่าไร สภาพร่างกาย ศักยภาพเป็นอย่างไร สังคมและชาติจะเป็นอย่างไร เราต้องคิดและทำอะไรกันบ้างในตอนนี้”  

“วินัยในการประชุมเป็นเครื่องสะท้อนว่า ผู้คนให้ความสำคัญ และความหมายกับการประชุมเพียงใด และเป็นปัจจัยกำหนดโอกาสแห่งความสำเร็จในการสนทนา และการทำงานร่วมกันอีกด้วย เพราะเมื่อคนร่วมประชุมมีวินัยในการประชุม จะเกิดพลังความมุ่งมั่น ตั้งใจมาร่วมงาน” — บางส่วนบางตอนในบันทึกการประชุมเชิงปฏิบัติการ ถอดบทเรียน พัฒนายุทธศาสตร์ และต่อยอดสมัชชาสุขภาพ ณ จังหวัดพิษณุโลก พ.ศ. 2555

—————————-

ข้าพเจ้าติดตามบันทึกการอบรมที่นำกระบวนการเรียนรู้โดยอาจารย์ ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ จากมูลนิธิการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม thaicivicnet.com เสมอ ๆ เป็นการเดินทางภายนอกและภายใน ไปในเวลาเดียวกัน

การเดินทางภายนอกหมายถึง ข้าพเจ้าได้มีโอกาสพบปะพี่น้องนักปฏิบัติการทางสังคม ผู้มีความมุ่งมั่นตั้งใจรับใช้ประโยชน์ส่วนรวม ทำงานด้านต่าง ๆ ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสิบปี มากบ้างน้อยบ้างตามอายุชีวิต และอายุงาน พี่น้องทั้งหลายได้แบ่งปันชีวิต งาน และเรื่องราวต่าง ๆ ในสังคม ให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ตาม เห็นตาม และรู้สึกตามไปด้่วย

ส่วนการเดินทางภายในนั้น เป็นการเดินทางในกระบวนการเรียนรู้ ที่อาจารย์ชัยนวัฒน์เคร่งครัดให้เรามีวินัยในการสนทนา การประชุม มีสติ สมาธิ ครุ่นคิดใคร่ครวญ้คำถามสำคัญ ๆ ของตนและของสังคม ….

ข้าพเจ้าเห็นว่า โอกาสที่ได้รับนี้สมควรที่จะแบ่งปันให้ผู้อื่นด้วย จึงขอคัดสรรบางตอนของบันทึกจากการอบรมต่าง ๆ มานำเสนอให้ผู้สนใจได้ร่วมเดินทางภายนอกและภายใน ไปกับข้าพเจ้าด้่วย โดยในเบื้องต้น ข้าพเจ้าขอนำการบันทึกจากการประชุมเชิงปฏิบัิตการ ถอดบทเรียน พัฒนายุทธศาสตร์ และต่อยอดสมัชชาสุขภาพ (สนับสนุนโดย สช) ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ที่จัดขึ้นที่พิษณุโลก พ.ศ. 2555

——————–

ราว ๑ เดือน ก่อนการประชุม

อาจารย์ชัยวัฒน์ให้ข้าพเจ้าช่วยพิมพ์และส่งประเด็นคำถาม ๕ ข้อให้ผู้เข้าประชุมทุกท่านไปเตรียมคิดมาก่อน

คำถามที่อาจารย์ชัยวัฒน์ส่งไปให้เป็นเสมือนการบ้าน หรือวาระการประชุม ที่จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รู้ว่า แก่นและทิศทางของการประชุมนี้อยู่ตรงไหน เพื่อที่จะได้เตรียมตัว ทั้งใจ ความคิด และข้อมูลให้พร้อมสำหรับเข้าร่วมกิจกรรม

คำถามทั้ง ๕ ข้อ คือ

๑. ในฐานะผู้นำ เราจะฟูมฟัก (บ่มเพาะ) ความงอกงาม และพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างไร ระหว่างที่ทำการเปลี่ยนแปลงชุมชน และสังคม?

๒. ทีมงานของท่านแข็งแกร่งในการทำงาน และมีศักยภาพที่จะเดินหน้าเพียงใด? ท่านมีอะไรเป็นตัวชี้วัดว่า ทีมงานของท่านเข้มแข็ง และเติบโตไปพร้อมกับการทำงาน? (เมื่อเผชิญอุปสรรคและปัญหา ความเข้มแข็งของทีมงานนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร? มีใครเป็นคนสร้าง หรือเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ หรือด้วยเหตุปัจจัยใด?

๓. ตัวท่านสามารถนิยามและค้นพบแหล่งพลังหรือจุดกำเนิดพลังงาน (ความเข้มแข็งที่สุดของท่าน) ซึ่งเป็นฐานของการปฏิบัติงานและชีวิตของท่านหรือไม่ เล่าให้เห็นภาพ

๔. เมื่อเราอยู่ห่างไกลกัน ทั้งทางภูมิศาสตร์ และอีกทั้งยังมีความแตกต่างกันทางความคิด และความสนใจ ทำอย่างไรเราจึงจะร่วมมือกันได้อย่างยั่งยืน? ท่านมีประสบการณ์ตรงเรื่องนี้ที่จะแลกเปลี่ยนบ้างไหม?

๕.  ท่านมีประสบการณ์อะไรลึก ๆ ในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับทีมงาน และกับเครือข่าย? ท่านมีกระบวนการอะไร มีเทคนิคอะไรในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และมีคุณภาพ?.. และถ้าท่านจะขยายความสัมพันธ์ที่ดี มีคุณภาพให้เติบใหญ่และกว้างขวางออกไป ท่านมีอะไรจะแนะนำเพื่อน ๆ บ้างไหม?

๑ วัน ก่อนการอบรม

ข้าพเจ้าเดินทางพร้อมกับอาจารย์ชัยวัฒน์จากกรุงเทพ ไปถึงพิษณุโลก ราวสามทุ่มเศษ และกว่าจะไปถึงโรงแรมที่พักก็ใกล้สี่ทุ่ม แต่อาจารย์ชัยวัฒน์ยังคงตั้งใจจะทำตามความคิดเดิม คือ เริ่มสนทนากับผู้เข้าอบรม ที่เดินทางมาเตรียมความพร้อมล่วงหน้าสำหรับการประชุมนัดสำคัญนี้

เมื่อถึงโรงแรมและเช็คอินแล้ว อาจารย์ปรี่เข้าไปทักทายและพูดคุยกับกลุ่มพี่ ๆ น้อง ๆ ที่มาจากหลายจังหวัดในภาคเหนือตอนล่าง เรานั่งเก้าอี้ ล้อมเป็นวงในล้อบบี้โรงแรม ความสงบ เอาจริงเอาจังเริ่มต้นขึ้น ข้าพเจ้ารู้สึกได้ทันทีว่า การประชุมครั้งนี้ไม่ธรรมดา อาจารย์ชัยวัฒน์จริงจังและใส่ใจกับการอบรมครั้งนี้มากอย่างมีนัยยะสำคัญ

อาจารย์ชัยวัฒน์ทักทายทุกคนเรียงตัวเลยทีเดียว และถามถึงการเตรียมตัวพร้อมกับการประชุมในวันรุ่งขึ้น “อ่านคำถามที่ส่งไปให้หรือยัง อ่านแล้วรู้สึกหรือคิดเห็นอย่างไร”

ในความเงียบบ ทุกคนกำลังครุ่นคิดกับคำถาม หลายคนสะท้อนว่า คำถามยาก ซับซ้อน และไม่ค่อยได้มีใครถามกัน เป็นคำถามที่มุ่งให้เราค้นลึกเข้าไปภายในตน เห็นตัวเองในปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ทั้งในทีมงาน และเครือข่าย

อาจารย์ชัยวัฒน์เสริมว่า “พวกเรา ผู้ทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม มักมองข้ามตัวเอง เรามักมองไปข้างนอก เห็นสิ่งที่น่าจะเปลี่ยน ปรับปรุงแก้ไข แต่เรามักมองข้ามตัวเอง มองข้ามความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด เพื่อนร่วมงาน และเครือข่าย”

ดังนั้น การที่จะอบรมเพื่อพัฒนาต่อยอด เราจำต้องเหลียวมองตัวเอง ความสัมพันธ์และการทำงานที่ผ่านมา ในทีม และกับเครือข่าย

เดิมที คืนก่อนวันอบรม อาจารย์ชัยวัฒน์ตั้งใจว่าจะมีผู้เข้าอบรมมาถึงสถานที่ก่อน เพื่อนั่งล้อมวงสนทนา เป็นการอุ่นเครื่อง แต่เมื่อคนมาไม่ค่อยพร้อมเพรียงอย่างที่นัดแนะไว้ในตอนต้น ดูเหมือนจะทำให้อาจารย์ยิ่งแจ่มชัดว่า วาระสำคัญจากนี้ คือ ทำให้เรื่อง วินัยในการประชุม เข้มข้นขึ้นในหมู่ผู้คนที่ทำงานเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม

อาจารย์ชัยวัฒน์สะท้อนความรู้สึกว่า “สำหรับผม การพบกันทุกครั้ง ต้องมีความหมาย ผมจึงให้เวลาและรักษาเวลาทุกครั้งที่เราพบกัน แต่เราหลายคนไม่ทำให้การพบกันมีความหมาย ไม่ตั้งใจ ไม่ใส่ใจ เรามาประชุมแบบตามสะดวก เข้า-ออก ตามตนสะดวก ทำอย่างนี้จนเป็นนิสัย ทำให้การประชุมไม่พร้อมเพรียง ไม่เกิดความสร้างสรรค์ นานวันเข้าก็น่าเบื่อ ไม่มีอะไรใหม่ พูดแบบเดิม ๆ ทำแบบเดิม ๆ นี่ไม่เพียงเป็นนิสัยของปัจเจก แต่กลุ่มรวมถึงองค์กรก็มักปฏิบัติกันอย่างนี้ในการประชุมเราขาดวินัยอย่างยิ่ง”

“เราพูดซ้ำซาก วนเวียน “เรียนรู้ ร่วมมือ บูรณาการ” พูดกันอย่างนี้ทุกเวที แต่ก็ยังเห็นอยู่ที่เดิม ทำแบบเดิม ๆ พูดเดิม ๆ”

“การเรียนรู้คืออะไร … เรียนรู้ คือไม่ทำผิดพลาดซ้ำซาก หรือไม่ทำในสิ่งที่ย่ำอยู่กับที่ ถ้าเราทำอะไรแบบเดิม ๆ ย่ำกับที่ แล้วจะบอกได้อย่างไรว่า เรามาเรียนรู้กัน

วินัยในการประชุมเป็นเครื่องสะท้อนว่า ผู้คนให้ความสำคัญ และความหมายกับการประชุมเพียงใด และเป็นปัจจัยกำหนดโอกาสแห่งความสำเร็จในการสนทนา และการทำงานร่วมกันอีกด้วย เพราะเมื่อคนร่วมประชุมมีวินัยในการประชุม จะเกิดพลังความมุ่งมั่น ตั้งใจมาร่วมงาน

อาจารย์ชวนพวกเราคิดต่อไปถึงอนาคต “อีก ๑๐ ปีข้างหน้าเราจะเป็นอย่างไร สังคมและชาติจะเป็นอย่างไร เราต้องคิดและทำอะไรกันบ้างในตอนนี้ และจะย่ำอยู่กับที่ พูดคำเดิม ๆ ไม่ได้อีกต่อไป” ถึงตรงนี้ ความเงียบดูจะเสียงดังที่สุด สีหน้าหลายคนดูครุ่นคิด

อีก ๑๐ ปีข้างหน้า บางคนจะมีอายุ ๕๐ บางคนก็ ๖๐ และอีกจำนวนหนึ่งก็ ๗๐ ปี ขวบวัยเจริญขึ้น แต่พลังกายถดถอยลง แล้วในวันนี้ วันที่มีโอกาส เราทำอะไรอยู่ พร้อมรับอนาคตมากน้อยเพียงใด

เราสนทนากันกว่าครึ่งชั่วโมง อาจารย์ชัยวัฒน์ “อุ่นหัวใจ” ของพวกเราให้เห็นความหมายของการพบกันในครั้งนี้ จนเวลาล่วงเลยราวสี่ทุ่มครึ่ง เราทุกคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน

——-

โปรดติดตามการเรียนรู้ ในตอนต่อไป ซึ่งเป็นวันแรกของการประชุมอันเข้มข้น — ตัวอย่างบางตอน “ก่อนการประชุม เราต้องทำจิตของเราให้มีคุณภาพ ให้มีศักยภาพสูงสุด เพื่อการประชุมที่มีความหมาย คุณภาพของจิตอยู่ที่ความช้า เราต้องทำใจให้ช้าลง เหมือนขนนกที่ค่อย ๆ พริ้วตามลมจนนิ่งสนิทแนบพื้น” 

หัวใจแห่งการฟัง

ยิ่งนานวัน ยิ่งตระหนักว่า ฟัง เป็นทักษะที่สำคัญยิ่ง

ฟัง … ให้กำเนิดปัญญา เห็นทางออกและทางใหม่

ฟัง … เชื่อมสัมพันธ์ ครอบครัว เพื่อน พันธมิตร เครือข่าย

ฟัง … หลอมความรู้สึกร่วมกับสรรพสิ่ง อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงภายในตน และขยายสู่การกระทำภายนอก

รำพึงถึงตรงนี้ ใบหน้าของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (ในฝ่ายหญิง คือ เจ้าแม่กวนอิม) ท่านเป็นพระผู้สดับตรับฟังเสียงของสรรพสัตว์และยื่นมือออกไปช่วยเหลือในรูปแบบและวิธีการต่าง ๆ (รูปเจ้าแม่กวนอิมพันมือ) เรื่องนี้สะท้อนชัดว่า การฟังด้วยสติ ปัญญาและหัวใจ นำทางไปสู่ปฏิบัติการคลี่คลายทุกข์ของสรรพชีวิต

 ————————————–

หูสองข้างประกบกันเป็นหัวใจ

หูสองข้างประกบกันเป็นหัวใจ

นี่คือ หนึ่งในเรื่องราวย่อย ๆ ที่เป็นผลานิสงส์จากการฟัง

กว่า ๗ อนุภูมิภาค ที่เราเดินทางไปเรียนรู้ในเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และยกระดับประสบการณ์การเคลื่อนไหวท้องถิ่นจัดการตนเอง เราได้ยิน ได้ฟังเรื่องราวต่าง ๆ จากหลากผู้คนที่ทำงานในพื้นที่ ทำงานขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม เราเห็นโลกผ่านประสบการณ์เรื่องเล่าของพวกเขา ทำให้เราเข้าใจสังคมมากขึ้น เข้าใจทุกข์ปัญหา ที่พี่น้องร่วมสังคมกำลังเผชิญ

ล่าสุด ในเวทีภาคตะวันตก วันแรก เรานั่งล้อมวงกัน ๔ คน แนะนำตัวและแสดงความเห็น ความรู้สึกต่อเรื่อง พลังของคนเล็กคนน้อยในสังคมว่า เราเชื่อไหมว่า เป็นพลังสำคัญในการสร้างสรรค์สังคม

ทุกคนสนทนาอย่างมีพลัง ผลัดกันพูด ตั้งใจฟัง เปิดใจเข้าหากัน — ในบรรยากาศเช่นนี้ มิตรภาพก่อเกิด แล้วเรื่องราวต่าง ๆ ที่ออกมาจากปากผู้พูด ก็ไหลเข้าหัวใจของผู้ฟังได้อย่างง่ายดาย

หนึ่งในเรื่องเล่าที่กระทบหัวใจเรา จนนำไปสู่การคิดเปลี่ยนแปลงตนเอง มาจากเพื่อนอาสาสมัครจากจังหวัดราชบุรี เธอเล่าถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม มลพิษทางอากาศที่เป็นผลกระทบจากโรงไฟฟ้าในจังหวัด เธอบอกว่าเวลาฝนตก หากรองน้ำฝนในขันสังกะสี แช่ไว้ ๓ วัน จะเห็นว่าขันผุจนทะลุ!

“แล้วผู้คนอยู่กันอย่างไร เวลาฝนตก ไม่ต้องขังตัวเองในบ้านหรืออาคารกันหรอกหรือ?” เราถาม

ผู้คนก็เรียนรู้ที่จะอยู่กับฝนพิษ ที่ผ่านมาการประท้วงไม่เป็นผล เพราะมีข้ออ้างปิดปากคน “ถ้าไม่มีโรงไฟฟ้า ก็จะไม่มีไฟฟ้าใช้กันนะ เพราะไฟไม่พอ” นอกจากนั้นก็ยังมีเงินชดเชยแลกกับคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ต้องเสี่ยง ซึ่งเธอบอกว่า คนในพื้นที่เสี่ยงนี้มีภาวะภูมิแพ้กันมาก

ที่นี่ ยังมีปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มาจากขยะอีก ทั้งขยะในเมืองและขยะนำเข้าจากต่างถิ่น หลายพื้นที่ถูกใช้เป็นแหล่งฝังกลบขยะ ซึ่งมีขยะพิษรวมอยู่ด้วย บางแห่งขุดหลุมลึก จนเสี่ยงว่าจนกระทบกับน้ำใต้ดิน หรือบางครั้ง แม้ไม่ลึก แต่เวลาฝนตก น้ำที่ไหลผ่านชั้นดิน ผ่านขยะก็อาจจะนำพาเอาสารพิษลงไปเก็บไว้ในน้ำใต้ดิน — ดินเป็นพิษ น้ำเป็นพิษ ผลผลิตผักและผลไม้ที่ชาวนา ชาวไร่ปลูก สู่ผู้บริโภคก็เป็นพิษ

อาสาสมัครราชบุรีคนนี้ยังสะท้อนด้วยว่า ชาวไร่ที่ตำบลหนึ่งที่ปลูกผักในพื้นที่เสี่ยงพิษเช่นนี้ จะไม่บริโภคผลผลิตทางการเกษตรของตน แต่จะส่งไปจังหวัดอื่น ๆ

ยังไม่พอ ยังมีเรื่องที่เอกชนกว้านซื้อที่ดินนับพันไร่ เพื่อสร้างโรงเลี้ยงหมู ไก่ เป็ด — ไม่เพียงเรื่องกลิ่น แต่ยังเป็นเรื่องการบำบัดของเสียและความเสี่ยงเรื่องการปนเปื้อนในน้ำด้วย

ชาวบ้านได้รวมตัวกันยื่นฟ้ององค์อิสระที่เกี่ยวข้อง แต่หน่วยงานนั้นบอกว่า “เหตุ (ที่เกรงว่าจะร้าย) ยังไม่เกิด ไม่อาจรับเรื่องได้” ชาวบ้านบอกว่า “รู้สึกเจ็บใจมากที่ได้ยินอย่างนี้ จะรอให้เรื่อง — ความเสียหาย เกิดก่อนหรืออย่างไร เราป้องกันไม่ดีกว่าตามแก้ปัญหาหรอกหรือ”

เราได้ยินเรื่องราวเช่นนี้จากคนทำงานขับเคลื่อนสังคมที่นครนายกเช่นกัน คุณหมอท่านหนึ่งที่ทำงานกับชุมชน รณรงค์ขอให้เอกชน องค์กรต่าง ๆ ทบทวนการสร้างโรงเลี้ยงไก่ ใกล้ต้นน้ำจังหวัดนครนายก กลุ่มนี้ได้ยื่นเรื่องกับองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องเช่นกัน ก็ได้รับคำตอบคล้ายกัน คือ ปัญหายังไม่เกิด สิ่งที่เรากังวลเป็นเพียงความคาดเดา ซึ่งอาจไม่เกิดก็ได้

เรื่องเล่าของพวกเขาเขย่าจิตสำนึกและหัวใจเรา

ไฟฟ้าที่เราใช้มีราคาสุขภาพและชีวิตของเพื่อนร่วมชาติแฝงอยู่ในนั้น (ซึ่งราคานี้ยังไม่ได้นับรวมเข้าไปในค่า FT)

ขยะที่เราสร้าง เราไม่ต้องการ เหม็น สกปรก เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค เราปัดออกไปกองไว้ในบ้านเพื่อน

น้ำที่เราดื่ม-ใช้ ผัก ผลไม้ ข้าว ปลา ที่เรากิน มากจากแหล่งน้ำเดียวกัน แม่น้ำ ลำธาร ใต้ดิน — ทุกสิ่งที่เรากระทำต่อธรรมชาติหมุนเวียนย้อนกลับมาหาเรา

ฟังแล้วสะท้อนใจ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาขยะ มีเราเป็นส่วนหนึ่งในนั้นด้วย

เราจะสุขบนความทุกข์ของเพื่อนหรือ? เราจะดูแลเพื่อนร่วมชาติของเราอย่างไร ? เราจะดูแลเพื่อนและบ้าน (โลก) ของเราอย่างไร ?

เราเริ่มคิดถึงโครงการกิจกรรมบางอย่างที่ “น่าทำ ควรทำ และต้องทำ” ทั้งในระดับส่วนตัว และร่วมรณรงค์ในระดับส่วนรวม เพื่อดูแลปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ และปัญหาอื่น ๆ ด้วย

ถอดความรู้จากประสบการณ์เล็ก ๆ นี้ เราเห็นว่า ความรู้สึกเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ ร่วมสุข นั้นเป็นความรู้สึกที่มีพลัง นำไปสู่ปฏิบัติการบางอย่างได้ เพราะเมื่อคนเรารู้สึกเป็นเพื่อนกัน เราก็พร้อมหรืออยากจะร่วมทุกข์ ปันสุขกันกับเพื่อนของเรา

แล้วความเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน ความรู้สึกเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ (ในกรณีนี้) เกิดจากอะไร

เราสรุปสั้น ๆ ในขั้นนี้ว่า มาจากการจัดกระบวนการสนทนาที่งดงาม นำด้วยคำถามที่ลุ่มลึก ที่สำคัญ รับฟังกันด้วยหัวใจ